ลูกทุกคน จำเป็นที่จะต้องศึกษา ฝึกฝน ทำความเพียรของเราต่อไป วางใจให้เป็นกลาง ๆ ไม่ให้มีความยินดี หรือยินร้ายบังเกิดขึ้น ให้ใจเป็นกลาง ๆ ให้ได้สมดุลของใจ นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ เดี๋ยวเราจะดิ่งเข้าไปเอง
ปล่อยใจเข้าไปสู่ภายใน จะค่อย ๆ เคลื่อนไป เหมือนน้ำที่ไหลรินเข้าไปอย่างนุ่มนวล ใจจะค่อย ๆ ใส สว่าง เห็นดวงธรรมภายใน บางครั้งก็เหมือนดวงดาวในอากาศ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญบ้าง
เหมือนพระอาทิตย์ยามเที่ยงวันบ้าง โตกว่านี้บ้าง เท่าฟองไข่แดงของไก่บ้าง ใส บริสุทธิ์ ประดุจเพชรที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย ใสเหมือนน้ำบ้าง ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้าบ้าง
หรือใสเกินใสบ้าง อะไรจะเกิดขึ้นมา ก็อย่าให้ความยินดียินร้าย เข้ามาครอบงำใจของเรา ให้หยุดให้นิ่งอย่างเดียวเฉย ๆ ยึดหลักหยุดนิ่งเป็นหลัก วางใจเป็นกลาง ๆ สบาย ๆ อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา
ฝึกใจไปเรื่อยๆ วันนี้ใจยังไม่ตั้งมั่น ไม่ได้แปลว่า พรุ่งนี้จะไม่ตั้งมั่น วันนี้ยังมืดอยู่ ไม่ได้แปลว่า พรุ่งนี้จะมืด หรือวันถัด ๆ ไปจะมืดเหมือนเดิม มันจะค่อย ๆ สว่างขึ้น ไปเรื่อย ๆ
หรือจะกำหนดบริกรรมนิมิตควบคู่กับบริกรรมภาวนา หรือจะภาวนาสัมมาอะระหังอย่างเดียวหรือจะไม่ทำอะไรเลย อยากจะนิ่งเฉย ๆ ก็ได้
นั่งนิ่ง ๆ เรื่อยไป ถ้าใจตั้งมั่นในระดับหนึ่งแล้ว เราก็หมดความจำเป็นที่จะไปนึกถึงบริกรรมทั้งสอง แค่รวมใจ ก็เคลื่อนเข้าไปสู่ภายในแล้ว
ธรรมะจากคุณครูไม่ใหญ่
ง่ายแต่ลึก เล่ม ๕ (หน้า ๔๓)
ภาพดีๆ ๐๗๒, เพจการบ้าน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น