ที่เราไม่ฝึกฝนการหยุดนิ่ง เพราะเราไม่เห็นทุกข์โทษของชีวิตกับสิ่งที่เราไปผูกพันหมกมุ่น ไม่เห็นเพราะไม่ได้ศึกษา หรือศึกษาแล้วไม่ได้นำมาใคร่ครวญพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการ คือพิจารณาอย่างจริงจัง
เหมือนนักวิทยาศาสตร์ มาค้นคว้าเพื่อให้แจ่มแจ้ง เพื่อให้เข้าใจ พอแจ่มแจ้งแล้ว เราก็จะเบื่อหน่ายอย่างสุดขีด เราขาดตรงนี้กัน
เพราะมัวแต่ไปทำมาหากิน กับสนุกสนานเพลิดเพลินในสิ่งที่ทำให้เพลิดเพลิน ที่ได้เห็น ได้ยิน ดมกลิ่น ลิ้มรสสัมผัส อะไรต่าง ๆ เหล่านั้น จนหมดเวลาของชีวิต
เพราะเราไม่ได้ไปพิจารณา ไปศึกษาอย่างแท้จริง เราขาดตรงนี้กัน แต่ถ้าเราได้พิจารณาแล้ว จะเกิดอาการเหมือนกัน คือเบื่อหน่ายในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ถ้าไม่พิจารณาก็ไม่เบื่อหน่าย หรือถ้าบุญเก่าตามมาเตือน เราก็จะเบื่อบ้างอยากบ้าง เบื่อ ๆ อยาก ๆ มันก็ไม่คลายตัวจริง จากสิ่งเหล่านั้น
กับไม่เห็นอานิสงส์ หรือประโยชน์ของการฝึกใจหยุดนิ่ง พลอยเข้าใจผิดคิดว่า คนที่หยุดนิ่งคือคนที่เกียจคร้าน ไม่สู้โลกไม่สู้ชีวิต เอาเปรียบสังคมอะไรกันไปอย่างนั้น หรือเสียเวลาทำมาหากิน จึงมีคำว่า ไม่มีเวลาสำหรับการฝึกใจใจให้หยุดนิ่ง เพราะไม่เห็นประโยชน์ ไม่เห็นความสำคัญ และไม่เห็นทุกข์โทษภัยของชีวิต
คำสอนของพระพุทธเจ้า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถ้าเราไปศึกษาดูจะเห็นว่า ท่านชี้ให้เห็นโทษของชีวิต ในคน สัตว์ สิ่งของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ กระทั่งถึงกฎแห่งกรรมว่า
การกระทำทั้งปวงนี้ ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ไม่ว่าจะมาก หรือน้อยล้วนแต่มีวิบากทั้งสิ้น ซึ่งทำให้วนเวียนเสียเวลาอยู่ในภพ และท่านชี้อานิสงส์ของการฝึกใจ ให้หยุดนิ่ง ตั้งแต่จะได้ความสุขที่แท้จริง เมื่อใจหยุดนิ่ง เป็นความสุขที่แตกต่างจากที่เราเคยเจอ และจะหาได้จากเพียงประการเดียวคือหยุดนิ่ง โดยมีบาลีรับรองว่า นตฺถิ สนุติ ปรํ สุขํ หยุดนิ่งเป็นบรมสุข
ทีนี้ เราไม่รู้จักบรมสุขตรงนี้ เพราะเราไม่เคยหยุดนิ่งเลย ถ้าหยุดนิ่งเมื่อไร ก็จะมีบรมสุข ได้เข้าถึงสุข สุขอื่นยิ่งกว่าหยุดนิ่งไม่มี ไม่มีก็แปลว่าไม่มี ให้หาจนตลอดชีวิตก็ไม่มี จากทรัพย์ก็ดีจากสิ่งของก็ดี จากเรื่องเพศ เรื่องยาเสพติด น้ำเมา เป็นต้น ไม่มีหาไป ก็ไม่เกิดประโยชน์ หมดเวลาของชีวิตไปเปล่า ๆ แต่หยุดนิ่งประหยัดสุด ประโยชน์สูง
ประการแรก จะได้ความสุขอย่างแท้จริง ความสุขที่แท้จริง ที่ได้นี้จะดึงดูดให้เรา อยากจะอยู่กับความสุขตรงนี้นาน ๆ จนก้าวเข้าไปถึงความรู้ภายใน เห็นไปตามลำดับ เข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวของเรา ที่เรียกว่าเห็นไปตามความเป็นจริง บางครั้งเราก็ได้ยินว่าเห็นด้วยปัญญา ปกติเราจะรู้ด้วยปัญญา แต่นี่เห็นด้วยปัญญา แปลว่าเห็นแล้วจึงรู้ เห็นแจ้งแล้วจึงรู้
ที่เห็นแจ้งเพราะว่า ใจหยุดนิ่งมันสว่าง พอสว่างเกิดขึ้น ก็ทำให้เกิดการมองเห็น ดวงตาภายในก็เกิดการเห็น สว่างถึงไหนก็เห็นถึงนั่น เห็นถึงไหนก็รู้ถึงนั่น สว่างจนกระทั่งเห็นว่า มีดวงธรรมอยู่ในตัว มีกายภายในอยู่ในตัว มีพระธรรมกายอยู่ในตัว
พระธรรมกาย คือ กายที่ประกอบไปด้วยธรรมล้วน ๆ หรือหมวดหมู่แห่งธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ล้วน ๆ รู้ด้วยว่าเป็นกายที่เป็นนิจจัง เป็นสุขัง เป็นอัตตา เป็นตัวตนที่แท้จริง เพราะเป็นอิสระจากการบังคับบัญชาของกิเลสอาสวะ เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เข้าถึงแล้วอบอุ่นใจ ปลอดภัย มีความสุขมีความเข้าใจรอบรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต มีธัมมจักขุมีญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน
เพราะฉะนั้น จึงแจ่มแจ้งในโลกทั้งหลาย ในชีวิตทั้งปวงเมื่อแจ่มแจ้งแล้วก็ไม่ผูกพันยืดมั่นถือมั่นในสิ่งใด จะมีแต่พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และพระรัตนตรัยจะพาข้ามพ้นฝั่งวัฏฏะ ไปสู่ฝั่งนิพพานได้
ลูกทุกคนผู้มีบุญได้มาประชุมพร้อมกันในทุกๆ วันอาทิตย์ ก็เพื่อจะมาปฏิบัติธรรม มาฝึกใจให้หยุดนิ่ง ซึ่งเป็นกรณียกิจ เป็นกิจที่ควรทำ เป็นงานที่แท้จริงของชีวิต ในพรรษาแห่งการบรรลุธรรม ก็ขอให้ลูกทุกคนตั้งใจฝึกใจให้หยุดให้นิ่ง
ธรรมะจากคุณครูไม่ใหญ่
ง่ายแต่ลึก เล่ม ๕ (หน้า ๖๔-๖๗)
ภาพดีๆ ๐๗๒, เพจการบ้าน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น