เมื่อใจละความผูกพ้นใด ๆ ในโลก ในภพภูมิทั้งหลาย ในคนในสัตว์ ในสิ่งของ สิ่งมีชีวิต หรือไม่มีชีวิต ท่านปลด ท่านปล่อย ท่านวางหมดแล้ว ใจก็ไม่ติดอะไร ไม่ผูกพันกับอะไร ก็จะนิ่ง ๆ อยู่ภายใน ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
พอถูกส่วนใจก็จะเคลื่อนเข้าไปตกศูนย์ แล้วก็มีดวงธรรมลอยขึ้นมา เกิดในกลางกายท่าน อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่กว่านั้น
หรือโตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ ใสบริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย หรือใสกว่านั้น อย่างน้อยก็ใสเหมือนน้ำ หรือเหมือนกระจกคันฉ่องที่ส่องเงาหน้า
นั่นคือจุดเริ่มต้น เมื่อได้เข้าถึงดวงธรรมดวงแรก ที่พระเดชพระคุณหลวงปู้ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หรือ ดวงปฐมมรรค คือหนทางเบื้องต้นของอริยมรรค ททางของพระอริยเจ้าทางสายกลางภายใน ซึ่งเป็นททางที่สงบสงัดจากบาปอกุศลธรรมเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์ บางทีก็เรียกว่า วิสุทธิมรรค เป็นทางหลุดพ้น บางทีก็เรียกว่า วิมุตติมรรค แล้วก็เข้าถึงกายในกายตามลำดับ
เมื่อท่านได้รู้แล้ว เห็นแล้ว พ้นแล้ว จากกิเลสอาสวะที่เข้ามาบังคับบัญชา เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็นำความรู้นี้มาถ่ายทอดให้แก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลายได้รับทราบกันว่าภายในตัวมีสิ่งนี้ ท่านบรรลุอย่างไร ท่านก็บอกอย่างนั้นว่า
มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อยู่ในตัว โดยเริ่มต้นจากการฝึกใจให้หยุดนิ่ง แต่ปกติใจไม่ค่อยจะหยุดนิ่ง เพราะไปติดในรูป เสียงกลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์
ท่านก็สอนให้เห็นความเป็นจริงว่าสิ่งเหล่านั้นไมเที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่เป็นสาระแก่นสาร ไปผูกพันไปหมกมุ่นมัวเมาก็ไม่เกิดประโยชน์ แถมเกิดโทษ ทำให้เวียนว่ายตายเกิด ในภพทั้งสามบ่อย ๆ วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ
การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ มีทั้งทุกข์ประจำ และทุกข์ที่จรมา แปลว่า มีทุกข์ทุกวันที่อยู่กันไปอย่างนั้นจนกระทั่งชาชิน ทุกข์บางอย่างถ้ามากก็เห็นชัดเจน หรือบางอย่างก็ชาชินกันไป แต่ทั้งหมด
พื้นฐานของชีวิตเป็นทุกข์ เมื่อใจหมกมุ่นพัวพันกับสิ่งเหล่านั้น เพราะว่าทั้งหมดตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมและกฎไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ท่านก็จะพร่ำสอนอย่างนี้ เพื่อให้คลายความผูกพัน ความยึดมั่นถือมั่น
เมื่อเข้าใจความจริงอย่างนี้ ผู้มีบุญ มีดวงปัญญาเข้าใจก็จะคลายความผูกพัน คลายความยึดมั่นในคน สัตว์ สิ่งของ หรือในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ที่เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู ได้กลิ่นด้วยจมูก ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น สัมผัสด้วยกาย หรือคิดด้วยใจ
เหล่านั้น ให้คลายลง พอคลายไปไม่ผูกพัน ใจก็มาหยุดนิ่งตรงนี้จะคลายคือต้องเห็นทุกข์เห็นโทษจริง ๆ แล้วเกิดความเบื่อหน่ายอย่างสุดขีด พอเบื่อหน่ายก็คลาย นิพพิทา วิราคะ วิมุตติ หลุดพ้น วิสุทธิ ใจบริสุทธิ์ สันติ นิ่ง หยุดในหยุดอย่างเดียว นิพพาน ก็ไปสู่อายตนนิพพานได้ มีขั้นมีตอนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นหยุดจึงเป็นตัวสำเร็จ เป็นภารกิจที่สำคัญที่เราจะต้องฝึกฝนกัน
ธรรมะจากคุณครูไม่ใหญ่
ง่ายแต่ลึก เล่ม ๕ (หน้า ๖๒-๖๔)
ภาพดีๆ ๐๗๒, เพจการบ้าน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น