เวลาเรามาเกิด กายละเอียดเราต้องเข้าทางปากช่องจมูกของบิดา หญิงซ้าย ชายขวา แล้วมาตามฐานต่าง ๆ จะมาหยุดอยู่ที่ฐานที่ ๗ ของบิดา และดึงดูดบิดาให้ไปหามารดา
เพื่อประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบระหว่างบิดามารดา ห่อหุ้มกายละเอียดของเรา ซึ่งจะออกจากบิดา เข้าสู่มารดาทางปากช่องจมูก
แล้วไปหยุดอยู่ที่ฐานที่ ๗ ของมารดา เมื่อธาตุหยาบของบิดามารดาที่ประกอบกันถูกส่วนแล้ว ห่อหุ้มกายละเอียดเรา ชีวิตของเราก็เกิดขึ้นที่มารดา เมื่อครบกำหนดก็เคลื่อนมา นี่เรียกว่า มาเกิด
ไปเกิด เราจะเริ่มที่ฐานที่ ๗ ที่เหนือฐานที่ ๖ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ใจเราจะไปอยู่ตรงนั้น แล้วก็จะตกศูนย์ไปฐานที่ ๖ ไปฐานที่ ๕,๔, ๓, ๒, ๑ ออกทางปากช่องจมูก กายละเอียดก็แวบออกไปเลย
ไปเกิดมาเกิดเดินสวนทางกันอย่างนี้ มาเกิดเริ่มจากฐานที่ ๑ ไปฐานที่ ๗ ไปเกิดเริ่มจากฐานที่ ๗ ไปฐานที่ ๑ เราต้องศึกษากันเอาไว้
ฐานที่ ๗ ต้นทางพระนิพพาน
ทีนี้ถ้าจะไม่ไปเกิดเหมือนพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ท่านจะเริ่มต้นที่ฐานที่ ๗
เอาใจของท่านมาหยุดนิ่งที่ตรงนี้ คือ ปลดปล่อยเครื่องกังวลทุกอย่าง คน สัตว์ สิ่งของ เพราะสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
จะเป็นต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา ตึกรามบ้านช่อง รถรา ผู้คน แม้กระทั่งโลกใบนี้ ถึงเวลามันก็ต้องผุต้องพัง ต้องเสื่อมสลายไป
ร่างกายเราก็เช่นเดียวกัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไป
ทุกสิ่งล้วนไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น ชีวิตเป็นอย่างนี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เกิดกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเกิดเป็นคนชั้นล่าง ชั้นกลาง ชั้นสูง ล้วนแต่ไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น
การเกิดบ่อย ๆ ก็เป็นทุกข์บ่อย ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้มีบารมีแก่ ๆ ท่านจะมองเห็นชีวิตอย่างนี้
ว่าไม่เป็นแก่นสาร เพราะต้องตกอยู่ภายใต้กฎของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และกฎแห่งกรรม การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ไม่ว่าดีหรือชั่ว ล้วนมีผลทั้งสิ้น ถ้าดีผลก็คือสุคติ
ถ้าชั่วก็ไปอบาย วนไปเวียนมาซ้ำ ๆ กันอย่างนี้ เพราะว่ามีมารฝูงคอยคุมอยู่ โดยมีฉากหลังในฉากหลังบังคับกันมาอีกทีหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ท่านก็เลยเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ค้นหาวิถีทาง ทำอย่างไรจะไม่ต้องมาเป็นอย่างนี้อีก ทำอย่างไรจะหลุดพันจากลังสารวัฏ ซึ่งเป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่ ต้องมีธาตุธรรมแก่ ๆ สะอาด บริสุทธิ์ มีบารมีมาก ๆ ถึงจะคิดอย่างนี้ออก
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นว่า ทำอย่างไรเราจะพ้น เพราะเบื่อเหลือเกิน เบื่อจริง ๆ นะ ไม่ใช่เบื่อ ๆ อยาก ๆ
พอเบื่อท่านก็คลายความกำหนัด ความยึดมั่น ถือมั่น ผูกพันว่า คนสัตว์สิ่งของ สิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไม่มีชีวิตต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นตัวเรา เป็นของของเรา ตัวเรา ของเราเหล่านี้
เพราะมันบังบัญชาอะไรไม่ได้ นอกจากตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ กฎแห่งกรรม แล้วยังเจอกฎเกณฑ์ กฎหมาย กฎอะไรต่าง ๆ อีกสารพัดที่โลกสมมติกัน
เพราะฉะนั้น ก็เบื่อมาก พอเบื่อก็คลาย หาทางหลุดพ้น ก็ค้นพบว่าหยุดนั่นแหละเป็นตัวสำเร็จ หยุดจากความอยากทั้งปวง
อยากได้ อยากมี อยากเป็น อะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ความอยากที่ประกอบไปด้วยความเพลิน ไม่ได้ประกอบไปด้วยปัญญา นันทิ ราคสหคตา ประกอบไปด้วยความเพลิน อยากเป็น อยากได้ อยากมีอะไร ก็เพลิน ๆ กันไปวัน ๆ จนหมดเวลาของชีวิต
พอละความอยากเหล่านั้นก็คลาย ใจหยุดนิ่งเลย ไม่เขยื้อน หยุดอยู่ภายในตัวตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้แหละ เวลาหมด
ความอยากภายนอก ใจจะกลับเข้ามาสู่ที่ตั้งตั้งเดิม จะมาหยุดนิ่ง ๆ คือ อยากอยู่เฉย ๆ ไม่อยากได้อะไรแล้ว อยากหยุด อยากนิ่ง
ท่านก็หยุดนิ่งอย่างนี้เรื่อยไป อย่างสบาย ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ในตัว พอถูกส่วนเข้า คือ พอดี ไม่ตึง ไม่หย่อน สบาย ก็ตกศูนย์จากฐานที่ ๗ ไปฐานที่ ๖ ก็จะไปยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบลอยขึ้นมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ เป็นดวงใส ๆ
ตอนนี้แหละท่านจะเห็นภายใน เห็นด้วยปัญญา ปัญญายะ ปัสสะติ มีแสงสว่างเกิด เห็นดวงใส เหมือนเราลืมตาเห็นดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์ ดวงดาวอย่างนั้น แต่นี่หลับตาเห็นดวงธรรมภายในใสแจ่มทีเดียว ใสอย่างน้อยก็เหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า หรือเหมือนน้ำใสๆ เหมือนเพชรบ้าง หรือใสเกินไปกว่านั้น จนต้องใช้
คำว่า ใสเกินใส ใสกว่าความใสใด ๆ ทั้งสิ้น ใสในใส ใสหนักขึ้นอย่างนั้น โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ลอยขึ้นมา
มาพร้อมกับความสุขที่แท้จริง ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนในชีวิต จะพบว่าการแสวงหาวัตถุภายนอกไม่เคยทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีอย่างนี้เลย เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ ที่เป็นอิสระ กายสบาย ใจสบาย กายเบา ใจเบา โล่ง โปร่ง เป็นอิสระ
ธรรมะจากคุณครูไม่ใหญ่
ง่ายแต่ลึก เล่ม ๕ (หน้า ๗๔-๗๗)
ภาพดีๆ ๐๗๒, เพจการบ้าน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น