ทำใจให้หยุดให้นิ่ง ๆ สบาย ๆ เพราะว่าพระธรรมกายซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกนั้น มีอยู่แล้วในตัวของเรา ดวงธรรมใส ๆ ก็ดีกายภายในและพระธรรมกายมีอยู่แล้วในตัวของเรา แต่ว่าเป็นของละเอียด เราจะเข้าถึงท่านได้ เห็นท่านได้ ต่อเมื่อใจของเราละเอียดเท่าท่าน
ใจของเราจะละเอียดเท่าท่าน ก็มีเพียงประการเดียว คือ ใจ ต้องหยุดต้องนิ่ง ไม่ชัดส่ายคิดฟุ้งซ่านไปในเรื่องอื่น ๆ เรื่องคน สัตว์สิ่งของ ใจต้องหยุดนิ่ง ถึงจะละเอียด และความสว่างภายในก็จะบังเกิดขึ้น
ความสว่างทำให้เกิดการเห็นภาพ ภาพภายในที่มีอยู่แล้วหน้าที่ของเรามีเพียงแค่นี้ คือ หยุดกับนิ่ง ให้มีสติ กับสบายสม่ำเสมอ หมั่นสังเกต ดูว่า เราทำใจหยุดนิ่งพอดีๆ ไหม ตึงเกินไปเพราะความตั้งใจ หรือว่าหย่อนเกินไปเพราะขาดความตั้งใจที่ดีอะไรที่มันขาดหรือเกิน มันก็ไม่ดีทั้งนั้น เราก็ต้องหมั่นสังเกต เพื่อปรับให้สู่สภาวะแห่งความพอดี
การฝึกใจให้หยุดนิ่ง ก็คือการแสวงหาความพอดีนั่นเองความพอดีในการปฏิบัติธรรม ให้สังเกตตูที่ความพึงพอใจ เมื่อเราวางใจอย่างนี้ นิ่งอย่างนี้ รู้สึกไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป มีความพึงพอใจ แม้มันยังมืดอยู่ ยังไม่มีภาพอะไรให้ดู ความพึงพอใจนี้
จะทำให้เราไม่คำนึงถึงภาพที่จะเกิดขึ้น เพราะแม้เป็นความมืด ก็มืดสบาย ไม่ใช่มืดมึน มืดตึง มืดแต่สบาย สบายทั้งกาย สบายทั้งใจ นี้คือข้อสังเกต
กายที่สบาย เราสังเกตดูว่า นั่งแล้วไม่เมื่อย ไม่เกร็ง ไม่ตึงผ่อนคลายหมดตั้งแต่ศีรษะ ทั้งเนื้อทั้งตัวถึงพื้นเท้า กายก็สบายใจก็สงบนิ่งๆ เป็นความนิ่งที่ไม่คาดหวังว่า เราจะต้องเห็นภาพรู้สึกพึงพอใจกับความรู้สึกชนิดนี้ไปได้ตลอดระยะเวลาการนั่งในแต่ละรอบ
เพราะถ้าเรานั่งได้นิ่งดี จนเกิดความพึงพอใจ ก็จะมีข้อสังเกตว่า เวลาแม้เท่าเดิมก็รู้สึกว่าเวลาหมดไปเร็ว เหมือนเรานั่งแป๊บเดียว เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เรายังไม่อยากจะลืมตาเลยอยากจะนิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม แม้จะไม่เห็นอะไรก็ตาม
นั่นละถูกหลักวิชชาแล้ว ถูกหลักวิชชาของสติ ความมีสติ คือ ใจอยู่กับตัว และสบาย ไม่ตึง สม่ำเสมอ คือไม่ขาดจังหวะ ไม่สูญเสียจังหวะในการนิ่ง นั่นแหละพอดี
ธรรมะจากคุณครูไม่ใหญ่
ง่ายแต่ลึก เล่ม ๕ (หน้า ๑๐๕-๑๐๗)
ภาพดีๆ ๐๗๒, เพจการบ้าน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น