อุปกรณ์สำคัญ ในการที่เราจะได้ศึกษาเรื่องราวของชีวิตว่า เกิดมาจากไหน เกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต และจะเข้าถึงเป้าหมายชีวิตนั้นได้ด้วยวิธีการใด เข้าถึงแล้วดีอย่างไร
จะรู้เรื่องราว หรืออยากจะรู้เรื่องภพ เรื่องชาติ นรกสรวรค์มีจริงไหม ก็สามารถศึกษาได้ด้วยตัวของตัวเอง โดยอาศัยมองผ่านความสว่างภายในด้วยธรรมกาย หรือจะปล่อยกายไปถึงภพภูมินั้นก็ได้ ได้ตั้งหลายวิธีการ ในกลางของกลางนั้น
เมื่อได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย ความสงสัยเรื่องภพ เรื่องชาติเรื่องนรก สวรรค์ กฎแห่งกรรมว่า ประกอบเหตุอย่างนี้ ไม่ว่าดีหรือชั่ว ผลจะเป็นอย่างไร หรือผลที่เราเจอในปัจจุบัน ไม่ว่าสุขหรือทุกข์มาจากเหตุอย่างไร เราจะได้เรียนรู้เรื่องเหตุเรื่องผล ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย
เราเชื่อแต่ในสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันนี้เท่านั้น แล้วเห็นไม่ถูกเสียด้วย บางทีถูก บางทีไม่ค่อยถูก แต่ ณ จุดที่เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
ทันทีที่เราปิดเปลือกตา โลกและจักรวาลจะอยู่ในสายตาของธรรมกาย มันสว่าง และความรู้ที่เกิดขึ้นมาคู่กับความสุขคู่กับความบริสุทธิ์ คู่กับความสว่าง ความปีติ ความเบิกบานกับสิ่งที่ดีงาม กุศลธรรมอะไรต่างๆ เหล่านั้น
คุณธรรมและคุณวิเศษมีอยู่ในตัวของทุกคนในโลกนี้แต่เขาไม่เฉลียวใจว่ามี และไม่เชื่อที่ผู้รู้เขามาบอกเสียด้วย ดื้อดึงบ้าง ดื้อด้านบ้าง ไม่เชื่อแล้วก็เถียง และไม่ยอมที่จะพิสูจน์ค้นคว้า จะเอาข้างเข้าถูกันไปอย่างนั้น
สิ่งนี้มีอยู่จริง เข้าถึงได้จริง ถ้าทำถูกหลักวิชชา แล้วก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตของเรา เพราะเราเกิดมาต่างก็ปรารถนาจะได้ความสุขที่แท้จริง เป็นสุขเสรี กว้างขวาง เป็นอิสระ นี่คือความปรารถนาของเรา แต่ทั้งหมดนี้มันอยู่ในตัวเรา จะนั่งเป็นสุข ยืนเดินนอนเป็นสุข เมื่อเราเข้าถึงจุดนี้
แม้ว่าเราจะเจ็บป่วยไข้ด้วยวิบากกรรมที่ทำมาในอดีตก็ป่วยแค่กาย แต่ใจสบาย มีที่พึ่ง มีหลักยึด มีป้อมมีค่ายอยู่ในตัว นั่งก็เป็นสุข ยืนเป็นสุข เดินเป็นสุข นอนเป็นสุข อยู่คนเดียวก็ไม่เหงาไม่ว้าเหว่ จะอยู่ในวัยไหนก็ตาม แม้แต่วัยชราอยู่คนเดียวก็ไม่เหงา มีพระในตัวให้มอง มีเรื่องราวของชีวิตให้เห็น จากการมองผ่านด้วยสายตาแห่งธรรมกาย แห่งธัมมจักขุและญาญาณทัสสนะ
มันสำคัญอย่างนี้นะลูกนะ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ใช่ควรทำ ต้องทำ แล้วเราจะเจอ
แล้วตอนสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเรากำหนดกะเกณฑ์ไม่ได้ว่าวันไหน เวลาไหน สถานที่ไหน ด้วยโรคอะไร หรือด้วยวิธีการใด มันจะต้องมาถึงสักวันหนึ่ง แต่ถ้าเรามีที่พึ่งภายในแล้วจะไม่หวาดเสียวไม่สะดุ้งกลัวต่อมรณภัย เพราะเรารู้แล้วว่าเราจะตายอย่างไร เราจะไปสู่ปรโลกอย่างไร อย่างที่ผู้รู้เขาเดินทางกันไป ไปแล้วปิดประตูอบายเปิดประตูสวรรค์
ผู้ที่อยู่ในโลกนี้ที่เขากลัวตายกัน เพราะไม่รู้ว่าตายแล้วไปไหน ตอนมีชีวิตอยู่ยังแข็งแรง และเพียบพร้อมไปด้วยโภคทรัพย์บริวารสมบัติ ก็ปากแข็งดื้อด้านกันไป แต่พอพอป่วยจริง ๆ ที่ปากแข็งมันแข็งแต่ปาก แต่ใจนั้นหวาดเสียว วิตกกังวล ตรงนี้แหละจะทำให้ไปอบายเพราะใจหมอง หรืออย่างน้อยควรได้ไปที่ที่ดีกว่านี้ แต่เราไปไม่ได้เพราะใจหมอง ซึ่งเราจะไปได้ในกรณีที่ใจไม่หมองไม่ใส นี่คือสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของเรา
โดยเฉพาะหมู่ญาติของเราที่ละโลกไปแล้ว เขาอยากจะสื่อสารกับเรา แต่อยู่กันคนละภพภูมิ เพราะฉะนั้นเวลาเขาสื่อสารมา เราก็ไม่รู้เรื่องราวของเขา อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มาขวางกั้น ซึ่งเราควรจะทลายกำแพงอันนี้ให้หมดไป ด้วยการยอมฝึกใจใจให้หยุดนิ่งทุก ๆ วัน ควบคู่กับภารกิจประจำวัน จะทำมาหากินหรือจะทำอะไรก็ทำกันไปเถิด แต่ต้องให้โอกาสกับตัวเองในการฝึกฝนอบรมใจให้หยุดนิ่ง ๆ ให้ใจใส ๆ ทุก ๆ วันที่บ้าน แล้ววันอาทิตย์เราก็มารวม
ประชุมกัน มานั่งพร้อมๆ กัน เอาพลังหมู่ เพื่อที่จะทำให้เรามีกำลังใจหรือมีอารมณ์ที่จะหยุดจะนิ่ง ให้ใจใจใสๆ และภาคบ่าย เราจะได้มาร่วมระลึกนึกถึงบุญ อธิษฐานจิต อุทิศส่วนกุศล และแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเรา อย่างนี้ชีวิตของเราก็จะสมบูรณ์
ถ้ามีบุญใด เราต้องทำให้ได้ทุกบุญ เพราะว่าบุญเป็นที่พึ่งให้แก่เราไปในสังสารวัฏทุกภพทุกชาติ ทั้งที่มีชีวิตอยู่หรือในปรโลก เราต้องทำ มากบ้าง น้อยบ้าง ต้องทำกันไป ในระดับที่เราไม่เดือดร้อน ซึ่งเราจะรู้ได้ด้วยตัวของเราเองว่า แค่ไหนเดือดร้อน แค่ไหนไม่เดือดร้อน ทำด้วยตัวเองด้วย ไปชวนคนอื่นเขามาทำด้วย ทำบุญจนกว่าบุญนั้นเหนียวแน่น ใจของเราทุกๆ ดวงไม่มีช่องว่างให้บาปได้ช่องเลย ต้องทำกันให้ได้ถึงขนาดนั้น
เพราะฉะนั้น ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติธรรมนะลูกนะ
ธรรมะจากคุณครูไม่ใหญ่
ง่ายแต่ลึก เล่ม ๕ (หน้า ๑๕๙-๑๖๒)
ภาพดีๆ ๐๗๒, เพจการบ้าน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น