เมื่อใจตกศูนย์จะพบทางเอกสายเดียว

พอสุขเข้า ใจก็นิ่งเป็นเอกัคคตา เป็นหนึ่ง ตอนนี้ยิ่งสบาย ๆ ใจจะตกศูนย์ไปเลย เหมือนกับหล่นจากที่สูงวูบลงไป บางคนลงอย่างรวดเร็ว พรวดพราด เหมือนเราแบกของหาบของหนัก ๆ มาถึงเวลาก็ทิ้งโครมลงไปเลย แล้วเกิดความเบาอย่างกะทันหันฉุกละหุก นี่เหมือนกัน เหมือนตกหลุมอากาศวูบลงไป 

แต่บางคนก็ลงไปอย่างนุ่มนวล ละมุนละไม ใจค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปสู่ภายในทั้งสองลักษณะก็คืออาการตกศูนย์ ตกลงไปในศูนย์กลางเบาะแห่งความสุข ก็จะมีดวงธรรมลอยขึ้นมาเป็นดวงใส ๆ ปรากฏเกิดขึ้น

ดั้งเดิมธรรมดวงนี้มีอยู่แล้ว แต่เดิมอยู่ที่ฐานที่ ๖ กลางท้องตรงกับสะคือ เขาเรียกว่าดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบหมายถึงว่า ทรงรักษากายมนุษย์หยาบเอาไว้ ถ้าไม่มีธรรมดวงนี้มาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้

มนุษย์ทุกคนในโลกจะรู้หรือไม่รู้ ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนาเผ่าพันธุ์ใดก็ตามต้องมีธรรมดวงนี้ เรียกว่าธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ มีหน้าที่รักษากายมนุษย์หยาบไว้ เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วนแล้วดวงธรรมนี้จะลอยขึ้นมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ เป็นดวงใส

เพราะมีธรรมดวงนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า ใครก็ตามที่ไม่โง่ ไม่บ้า หรือปัญญาอ่อน เมื่อลงมือปฏิบัติแล้วตัวต้องเข้าถึงอย่างแน่นอน

ธรรมดวงนี้จะลอยขึ้นมาที่ฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ กลางท้อง ดวงใสอย่างเล็กเท่ากับดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์วันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือเกินกว่านั้น แล้วแต่บารมีของแต่ละคนไม่เท่ากัน หรือโตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ จะเป็นดวงใสบริสทธิ์ อย่างน้อยก็ใสเหมือนน้ำ เหมือนน้ำแข็ง เหมือนกระจกคันฉ่องที่ส่องเงาหน้าหรือเหมือนกับเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไร้ตำหนิ ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว ลอยขึ้นมาอยู่ที่ฐานที่ ๗

ธรรมดวงนี้ พระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สดจนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร เรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นธรรมเบื้องต้นที่บังเกิดขึ้นมา เป็นเครื่องยืนยันว่ามาถูกทางแล้ว ธรรมดวงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน เป็นจุดเริ่มต้นของทางสายกลางภายใน จุดเริ่มต้นของอริยมรรค ทางของพระอริยเจ้า บางครั้งท่านก็เรียกว่า ปฐมมรรค เป็นทางเอกสายเดียว คือ เป็นทางเดียว ไม่มีทางอื่นใดเลย ทางอื่นพญามารเขาคุมหมดแล้ว เหลือทางเอกสายเดียวที่เขายังคุมไม่ถึง ที่จะเป็นทางหลุดรอดพ้นจากความทุกข์ทรมานได้

ทันทีที่เข้าถึงความสุขก็ปรากฎแล้ว รู้จักแล้ว ซึ่งแต่เดิมไม่รู้จัก แต่ไปขอยืมคำว่าความสุขมาใช้ก่อน ตอนนี้เข้าถึงเนื้อหนังหรือถ้อยคำว่าความสุขแล้ว เป็นประสบการณ์ภายในที่บังเกิดขึ้นจริง ดวงใสดวงนี้ปรากฎเกิดขึ้นเป็นต้นทาง แล้วหลังจากนั้นก็จะหยุดนิ่งในกลางดวงนั้นเข้าไปเรื่อยๆ หยุดอยู่แล้วแต่เดิมหยุดในหยุดนิ่งลงไปอีก พอหยุดก็เห็นมรรค

เหมือนที่พระบรมศาสดาทรงสอนเรื่อง อริยสัจ ๔ ทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อมองเห็นชีวิตว่ามีทุกข์โทษ น่าเบื่อหน่ายเบื่ออย่างสุดขีดจริง ๆ เลย แล้วก็มองเห็นเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์คือ ความอยาก ความทะยานอยากที่เบี่ยงเบนเป้าหมาย อยากได้อยากมี อยากเป็น เว้นแต่อยากไปนิพพาน ความอยากที่มารเขาทำให้เข้าใจผิด หลงผิด หลงทางว่าเป็นความสุข ไม่ว่าจะอยากอะไรก็แล้วแต่

ถ้าหยุดได้คือ นิโรธะ ก็จะเข้าถึงมรรคคือดวงใส ๆ นี่แหละท่านก็พูดตรงๆ อย่างนั้น เรียงมาตามลำดับ ไม่ใช่เป็นการเพ่งลูกแก้ว แต่เป็นการทำใจหยุดนิ่ง ๆ แล้วธรรมดวงนี้ปรากฎเกิดขึ้นมากลมคล้ายดวงแก้วที่เจียระไนแล้ว แต่ว่าสุกใส สว่าง สว่างเหมือนดวงดาว ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน จนกระทั่งสว่างกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยง แล้วแต่ใครจะหยุดนิ่งได้ละเอียดแค่ไหน

เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ดวงธรรมดวงนี้ก็จะขยายเอง ก็จะเข้าถึงดวงธรรมถัด ๆ ไปที่มีอยู่ดั้งเดิม คือ ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ชุดหนึ่งมี ๖ ดวง ธรรม ๖ ดวงนี้เป็นเครื่องกลั่นใจให้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น เหมือนรถหลาย ๆ ผลัดที่ส่งต่อไปถึงกายภายใน กายในกาย ในสติปัฏฐาน ๔ ก็จะเห็นกายในกาย


ธรรมะจากคุณครูไม่ใหญ่

ง่ายแต่ลึก เล่ม ๕ (หน้า ๒๒๙-๒๓๑)

ภาพดีๆ ๐๗๒, เพจการบ้าน

ความคิดเห็น