สมถะกับวิปัสสนาต้องไปพร้อมกัน จะแยกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะต้องหยุดเสียก่อนจึงจะมีการเห็นได้ หยุดก็คือ สมถะ
วิปัสสนา คือ เห็นได้วิเศษ แจ่มแจ้ง และแตกต่างจากการเห็นด้วยวิธีการต่างๆ ของสิ่งที่มีอยู่ในภพ ๓ วิปัสสนาเราจะใช้ต่อเมื่อเข้าถึงกายธรรมโคตรภูเป็นต้นไป ต่ำกว่านั้นไม่ใช้ เพราะฉะนั้นสมถะกับวิปัสสนาก็ต้องคู่กัน
คนไม่เข้าใจก็ไปแยกว่า สำนักนั้นสมถะ สำนักนี้วิปัสสนาแล้วก็มีมานะทิฏฐิ เอามาข่มกันว่า วิปัสสนาเหนือกว่าสมถะ อะไรต่างๆ ก็เป็นการนั่งกันด้วยมานะทิฏฐิและโมหะ คือ ไม่ประกอบไปด้วยความรู้ที่ถูกต้องสมบูรณ์ แต่เจือโมหะ เจือมานะทิฏฐ
สมถะกับวิปัสสนาต้องไปด้วยกัน จะแยกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เป็นของที่เกื้อกูลกัน เหมือนศีล สมาธิ ปัญญา ก็แยกจากกันไม่ได้ ศีลเป็นบ่อเกิดแห่งสมาธิ สมาธิเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา มันเกื้อกูลกัน เหมือนขาที่ไปพร้อมกับลำตัวและหัวของเรา ขาก็เหมือนศีล ลำตัวเหมือนสมาธิ ศีรษะก็เหมือนกับปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องไปด้วยกัน สมถะกับวิปัสสนาก็แยกออกจากกันไม่ได้ ต้องไปด้วยกัน เหมือนเหรียญต่างๆ ต้องมี ๒ ด้านนั่นแหละ ต้องไปพร้อมกัน ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
ไม่มีสมถะ จะไปเจริญวิปัสสนาไม่ได้ จะต้องอาศัยสมถะเป็นพื้นฐาน
แม้บุคคลผู้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วมีคำว่าเจริญวิปัสสนาบรรลุธรรมาภิสมัย ก็ต้องผ่านสมถะ คือ ตอนที่ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใจมันนิ่งเลย ด้วยบุญบารมีเก่ามาถึง ไม่ต้องมานั่งทำความเพียรอย่างที่เรากระทำอยู่ แต่ได้ทำความเพียรมาข้ามชาติจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เมื่อฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงบอกเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ใจนิ่งแล้วตอนนั้น พอนิ่งมันก็พรวดไปเลย ทะลุผ่านไปถึงกายธรรม
เหมือนท่านพาหิยะ บารมีเต็มเปี่ยมล้นปรี่แล้ว เมื่อฟังคำสอนของพระบรมศาสดาด้วยใจที่นิ่งหยุด หยุดนิ่งนั่นแหละสมถะบารมีเก่าเต็มเปี่ยมแล้วได้ช่องก็พรวดถึงกายธรรมอรหัตเลย เป็นพระอรหันต์ หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา
ดังนั้น อย่าไปแยกว่า สำนักนั้นสมถะ สำนักนี้วิปัสสนาแล้วก็มาถกเถียง มาข่มกันอย่างนั้นไม่เกิดประโยชน์อันใดมีแต่ทุกข์โทษและความหลงผิด
วิธีที่ถูกคือหยุดนิ่งกันไปตามลำดับ กระทั่งเข้าถึงกายธรรม
กายธรรมเท่านั้นจึงจะเข้าถึงญาณ ๑๖
ญาณจะใช้ต่อเมื่อเกิดธัมมจักขุ แล้วต้องใช้ตอนเข้าถึงไม่ใช่เพราะอธิษฐานถึงหรือขอถึง เช่น อธิษฐานว่า ขอให้ข้าพเจ้าถึงญาณนั้น ญาณนี้ นั่นยังไม่ใช่ นั่นยังแค่ขอถึงต้องพรวดเข้าถึงเองญาณทัสสนะจึงเกิด ญาณ ๑๖ จะเกิดตอนนั้น
ทีนี้เมื่อไม่เข้าใจครบวงจรหรือภาพรวมแล้วก็จะไปแยกกันแล้วมาถกเถียงกัน
ดังนั้น วิธีที่ถูกต้องคือ เราวางใจให้เป็นกลางๆ หยุดนิ่งๆ อยู่ภายในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างนี้ ให้ใจหยุดนิ่ง จะหยุดนิ่งเฉยๆ โดยไม่คิดอะไรเลยก็ได้
หรือจะประคองใจด้วยบริกรรมภาวนาสัมมาอะระหัง อย่างนี้ก็ได้ ภาวนาไปจนกว่าไม่อยากจะภาวนานั่นแหละ คืออยากหยุดนิ่งเฉยๆ ซึ่งมีความสุขกว่า สบายใจกว่า เราก็ทำอย่างนั้นไป
ต่อจากนี้ไป ปล่อยให้ใจเป็นไปอย่างนั้น อย่างที่มันอยากจะเป็น คืออยากนิ่งอย่างเดียวก็ให้นิ่งไป พอถูกส่วนก็จะเห็นไปตามลำดับดังกล่าว
หรือเป็นคนชอบฟุ้ง คิดเรื่องอื่น เราก็ต้องหาเรื่องคิดใหม่โดยมาตรึกระลึกนึกถึงพระรัตนตรัย หรือสัญลักษณ์ของพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นวัตถุอันเลิศ วัตถุอันประเสริฐ วัตถุอันบริสุทธิ์ระลึกนึกถึงแล้วใจจะสูงส่ง จะบริสุทธิ์
เช่น นึกถึงพระพุทธรูป พระแก้วขาวใส ให้ท่านนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนาอยู่ในกลางท้อง หรือจะนึกเป็นดวงใสๆ เอาดวงแก้วมาก็ได้ ตรงนี้มักจะไปชี้นำกันว่า เป็นสำนักเพ่งลูกแก้ว เพ่งเมื่อไรปวดหัวเมื่อนั้น จะไม่เห็น
แค่เพียงเป็นกุศโลบายว่า แทนที่จะไปคิดเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ ก็ให้มานึกถึงดวงแก้วใสๆ อย่างสบายๆ เท่านั้น นึกธรรมดา เหมือนเรานึกถึงแหวนเพชร ตุ้มหูนึกถึงดอกกุหลาบ ดอกบัว คนที่เรารัก ของที่เราคุ้น ขันล้างหน้ายาสีฟันแปรงสีฟัน นึกธรรมดาอย่างนั้น แต่ว่านึกเป็นดวง ส่วนวัตถุอย่างอื่น หากไปนึกแล้วมันไม่เกิดประโยชน์
นึกเป็นดวงใสๆ หรือนึกเป็นพระ ทีนี้การที่นึกเป็นพระเอาไว้ในกลางท้อง บางคนก็ไปคิดว่าขาดความเคารพท่าน พระควรจะอยู่ที่สูง แต่มาอยู่ในท้อง ซึ่งเต็มไปด้วยตับ ได ไส้ พุง นั่นก็ยังเข้าใจไม่ถูกต้อง
เรากำลังฝึกใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน แล้วที่ตั้งของพระรัตนตรัยต้องผ่านกลางกายตรงฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่กลางท้อง เหนือสะคือ ๒ นิ้ว เป็นที่สิงสถิตของพระรัตนตรัย ผ่านกลางท้องกลางกายของเราไป แต่ว่าใช้คำเพื่อให้เราเข้าใจง่ายว่า อยู่ในท้อง เวลาเข้าถึงจริงๆ มันหลุดจากกายหยาบไปแล้ว ไปอีกมิติหนึ่ง อีกหลายๆ มิติที่ผ่านกลางกาย เพราะผ่านทางอื่นไม่ได้ ทางอื่นจะไม่เจอ
เหมือนผ้าโพกศีรษะ ผ้าขาวม้า เราโพกไว้บนศีรษะก็อยู่ที่ศีรษะเรา แต่เราดันไปหาที่ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องรับแขก นอกบ้าน ในบาร์ ในคลับ ก็ไม่เจอ เพราะมันอยู่บนหัวของเรา ต้องหาในที่ที่มันอยู่จึงจะเจอ
พระรัตนตรัยท่านอยู่ในกลางกาย ซึ่งต้องผ่านกลางกายเราไปตรงฐานที่ ๗ จึงจะเจอ การนึกถึงองค์พระไว้กลางกายจึงได้ชื่อว่าตั้งถูกทิศถูกทางแล้ว ทิศของท่าน ทางของท่านอยู่ตรงกลางกาย ระลึกนึกถึงอย่างนี้ถึงจะเรียกว่า มีความเคารพเลื่อมใสในพระบรมศาสดาอย่างแท้จริง เพราะนึกในจุดที่ท่านอยู่ สถานที่ที่ท่านสิงสถิต ที่ท่านประดิษฐานอยู่ตรงนั้นไปนึกผิดที่ก็ไม่เจอ
ดังนั้น เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ดีแล้ว ต่อจากนี้ไป เวลาที่เหลืออยู่นี้ ให้ลูกทุกคนฝึกใจให้หยุดให้นิ่งที่กลางกาย กลางท้องของเรา ทำความรู้สึกนิดเดียวอยู่ในกลางท้องอย่างสบาย แต่อย่าไปลุ้น ไปเร่ง ไปเพ่ง ไปจ้อง ให้ทำความรู้สึกว่าใจเราอยู่ที่ตรงนี้จะด้วยวิธีการนึกเป็นภาพ หรือไม่เป็นภาพก็ได้ นึกแล้วภาวนาก็ได้ ไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร ได้ทั้งนั้น เพราะวัตถุประสงค์ของเราต้องการให้ใจหยุด
หยุดนี้แหละเป็นตัวสำเร็จ ให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างแท้จริงของเรา สิ่งอื่นไม่ใช่ จับหลักให้ได้อย่างนี้ มองภาพรวมให้ออก แล้วเจาะเฉพาะจุดไปเลย หยุดนิ่งอย่างนี้แหละ จึงจะประสบความสำเร็จนะลูกนะ
ธรรมะจากคุณครูไม่ใหญ่
ง่ายแต่ลึก เล่ม ๕ (หน้า ๒๓๔-๒๓๙)
ภาพดีๆ ๐๗๒, เพจการบ้าน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น