สมัยพระเดชพระคุณหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะต้องให้รู้จักทั้งหมดเลยทั้ง ๗ ฐาน ทุกครั้งที่ท่านสอน โดยให้สมมติเป็นดวงใสๆ ขนาดเข้าปากช่องจมูกได้
หรือเป็นดวงใสกลมรอบตัว พอที่จะลอดช่องจมูกเข้าไป หญิงซ้ายชายขวา แล้วก็เคลื่อนไปเรื่อยๆ แล้วให้ประกอบบริกรรมภาวนาทุกฐาน ฐานละ ๓ ครั้ง พร้อมทั้งตรึกนึกถึงดวงใส หยุดในกลางดวงใสด้วย
ท่านสอนอย่างนี้ทุกครั้ง ทุกวันพฤหัส เพราะจะมีนักเรียนใหม่อยู่เรื่อยๆ ท่านสอนให้เคลื่อนไปตามฐานต่างๆ ตั้งแต่ปากช่องจมูกหญิงช้ายชายขวา ที่หัวตาตรงน้ำตาไหล หญิงช้ายชายขวาในกลางกั๊กศีรษะ เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก มากลางท้องในระดับสะดือ แล้วยกถอยหลังขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ท่านจะให้ค่อยๆ เห็นไปตามลำดับ
แต่การปฏิบัติทุกครั้ง เราอาจจะทำอย่างนั้น หรือลัดมาฐานที่ ๗ เลยก็ได้ เพราะฐานที่ ๗ ตรงนี้ ท่านบอกว่าเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น มันสำคัญตรงนี้ เกิดตายหลับตื่นอยู่ที่ตรงนี้ จึงต้องศึกษาเอาไว้ เพราะเราต้องตายกันทุกคน
ตายก็ต้องตายให้เป็น ตายอย่างสง่างามโดยไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัย โดยการหยุดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ใจใจบริสุทธิ์ ไม่ให้ฟุ้ง ไม่ให้วิตกกังวล ถ้าจะฟุ้ง จะคิดเรื่องอื่นก็เปลี่ยนเรื่องคิด ให้มาคิดเรื่องบุญกุศลเท่าที่เราจำได้นึกได้
จะบุญเล็กบุญปานกลาง บุญใหญ่แค่ไหน นึกให้ได้สักบุญหนึ่ง เดี๋ยวก็จะไปดึงดูดบุญอื่นๆ มารวมกัน ทำให้ใจเราใส บริสุทธิ์ จะรวมเป็นดวงใสๆ หรือองค์พระใสๆ
เวลาตาย ใจจะเคลื่อนจากฐานที่ ๗ ไปฐานที่ ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ แล้วก็ไปแสวงหาที่เกิด นี่เป็นวิธีเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ สำหรับทุกๆ คนที่จะตายอย่างสง่างาม อย่างถูกหลักวิชชา
ตายแบบผู้รู้ดีกว่าตายแบบผู้ไม่รู้ เพราะว่าอย่างไรก็ต้องตายกันหมด ถ้าใจใสสุคติก็เป็นที่ไป แต่ถ้าใจหมองมีแต่ภาพบาปหรือฟุ้งซ่านไป สมมติเราวิตกกังวลเรื่องเจ็บป่วยไข้ จะตายแล้วใจมันหมอง บาปก็ได้ช่อง ภาพบาปก็จะฉายให้เห็น ใจก็หมองหนักเข้าไปอีก ใจหมองทุคติเป็นที่ไป
เวลาตายไม่ว่าใจจะหมองหรือใส มันก็เคลื่อนไปทางเดียวกัน จากฐานที่ ๗ ย้อนไปฐานที่ ๑ ก่อน แต่มีคติที่ไปคนละทางกัน เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องฝึกเอาไว้ ใจใสกับใจหมองไม่มีขาย อยากได้เราก็ต้องทำกันเอง
ธรรมะจากคุณครูไม่ใหญ่
ง่ายแต่ลึก เล่ม ๕ (หน้า ๒๔๔-๒๔๗)
ภาพดีๆ ๐๗๒, เพจการบ้าน
.jpeg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น